Homeศูนย์ข้อมูลธุรกิจข้อมูลการค้าการลงทุนการพัฒนาภาคเกษตรกรรมในไนจีเรีย

การพัฒนาภาคเกษตรกรรมในไนจีเรีย

ภาคเกษตรคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44 ของ GDP และจ้างงานชาวไนจีเรียร้อยละ 70 (จากประชากรทั้งหมด 167 ล้านคน) ถึงแม้ว่าไนจีเรียจะมีพื้นที่ทางการเกษตร 84 ล้านเฮ็คเตอร์ และเคยเป็น  ผู้ส่งออกสินค้าทางการเกษตรรายใหญ่ (ถั่ว น้ำมันปาล์มรายใหญ่ โกโก้และฝ้าย) ในช่วงปีทศวรรษ 1960s แต่ปัจจุบันนำเข้าอาหาร ได้แก่ แป้งสาลี ข้าว น้ำตลาด และปลา มูลค่ากว่า 10 พันล้านดอลลาร์ต่อปี


   

 

ประธานาธิบดีไนจีเรียได้จัดตั้ง National Economic Management Team (EMT) โดยมีรมต.คลังเป็นประธาน ในการนี้ EMT ได้จัดทำแผน Agricultural Transformation Action Plan (ATAP) ขึ้น เพื่อพัฒนาภาคเกษตรให้เป็นธุรกิจ ไม่ใช่โครงการพัฒนาดังเช่นที่ผ่านมา โดยจะให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วน(PPP) ทั้งนี้    จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวฟ่าง โกโก้ และฝ้าย โดยจะจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อการนี้ 300 พันล้านไนร่า เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไนจีเรีย นอกจากนั้น ยังได้มีการจัดตั้ง Agricultural Transformation Implementation Council เพื่อดำเนินโยบายส่งเสริมภาคเกษตรให้เป็นธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ
            

  1. ลดการนำเข้าอาหารและเพิ่มความมั่นคงทางอาหารในไนจีเรีย เพื่อป้องกันการขาดแคลนอาหารจากราคาอาหารในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
  2. สร้างรายได้จากการส่งออกอาหาร เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน
  3. สร้างการจ้างงานแก่เยาวชนในภาคเกษตรจำนวน 3.5 คนภายในปี 2558
       
     

นาย Akinwunmi Adesina รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรได้วางมาตรการที่สำคัญในการปฏิรูปภาคเกษตรของไนจีเรีย (Agricultural Transformation Agenda หรือ ATA) ดังนี้

  1. ยกเลิกนโยบายการอุดหนุนปุ๋ยที่ใช้มากว่า 15 ปี ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลได้อุดหนุนราคาปุ๋ยร้อยละ 25 แต่ไม่ได้ผล เนื่องจากระบบการแจกจ่ายปุ๋ยขาดประสิทธิภาพ ทำให้ปุ๋ยไม่ถึงมือชาวนา ขณะที่ผู้รับผิดชอบโครงการจะจำหน่ายปุ๋ยราคาถูกให้กับผู้ที่มีความใกล้ชิดกับนักการเมือง จากนั้น    จะนำไปขายต่อ ทำให้ปุ๋ยมีราคาสูงกว่าปกติ ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลได้มอบให้ภาคเอกชนเข้าไปดำเนินการซื้อขายปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ โดยรัฐไม่เข้าไปมีส่วนร่วมและตัดพ่อค้าคนกลางออกไป  คาดว่าการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ชาวนาร้อยละ 90 ของประเทศสามารถซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ได้
  2. ส่งเสริมการใช้แป้งมันสำปะหลัง (cassava) ปนกับแป้งสาลีในการผลิตขนมปัง และเพิ่มภาษีแป้งสาลีและข้าว เพื่อส่งเสริมการลงทุนปลูกข้าวสาลีและข้าวในประเทศ ขณะนี้ หลายรัฐได้เริ่มเจรจากับบริษัทต่างชาติให้มาลงทุนปลูกข้าวสาลีและข้าวแล้ว
  3. สำหรับการปลูกข้าว รัฐบาลตั้งเป้าจะเพิ่มผลผลิตข้าวจาก 3.4 ล้านตันในปัจจุบันเป็น 7.4 ล้านตันในปี 2558 โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มการจ้างงานขึ้น 1 ล้านคน นอกจากนั้น ยังมีแผนสร้างไซโลข้าวทั่วประเทศด้วเลขเพิ่มมูลค่าสินค้าอาหาร โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วเหลือง sorghum ฝ้าย โกโก้ น้ำมันปาล์ม ปลาและเนื้อสัตว์


           
    ทั้งนี้ รมต.เกษตรไนจีเรียสามารถเจรจาให้ธนาคารโลกตกลงที่จะให้เงินสนับสนุนจำนวน 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ไนจีเรียในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร
       
    ข้อมูลเพิ่มเติม
            1. ขณะนี้ แม้รัฐต่างๆ (State government) จะให้การสนับสนุนการปลูกข้าว แต่ชาวนายังคงประสบปัญหาเรื่องโรงสีข้าวไม่เพียงพอ ที่มีอยู่ก็อยู่ไกลจากพื้นที่ปลูกเพาะปลูก ประกอบกับการคมนาคมไม่สะดวก ทำให้ชาวนาประสบปัญหาการนำข้าวเปลือกไปสีเป็นข้าวสารเพื่อจำหน่าย
            2. คุณภาพข้าวที่ผลิตภายในประเทศยังต้องปรับปรุงทั้งในแง่การผลิตและการสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องสีข้าวส่วนใหญ่ยังไม่สามารถคัดแยกหิน ดิน กรวด และทรายออก ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับข้าวนำเข้าที่มีคุณภาพดีกว่าได้
            3. ปัจจุบัน ผู้นำเข้าข้าวสารรายสำคัญๆ ได้เริ่มลงทุนตั้งโรงสีข้าวที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ได้มีภาคเอกชนเข้ามาลงทุนปลูกข้าว โดยใช้ชาวนาไนจีเรียปลูกและขายข้าวให้โรงสีบ้างแล้ว
            4. ในแง่การบริโภคข้าว ปัจจุบันไนจีเรียต้องการบริโภคข้าวมากขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรมากขึ้น ชนชั้นกลางในเมืองที่รายได้ดีนิยมรับประทานข้าว โดยเฉพาะข้าวนึ่ง (parboiled rice)  เพราะสะดวกและสามารถปรุงได้หลากหลาย ส่วนประชาชนในชนบทยังคงรับประทานข้าวที่ผลิตภายในประเทศ ซึ่งภาครัฐพยายามปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ดีขึ้น
            5. เพื่อให้ข้าวภายในประเทศสามารถแข่งขันกับข้าวที่นำเข้า รัฐบาลได้ขึ้นภาษีนำเข้าจากร้อยละ 33 เป็นร้อยละ 53 และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 113 ในปี 2556 และเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าข้าวจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ทางการได้กำหนดให้นำเข้าข้าวทางเรือเท่านั้น
            6. แม้จะออกมาตรการต่างๆ เพื่อกีดกัน โดยใช้มาตรการภาษี แต่ผู้มีรายได้ดียังต้องการบริโภคข้าวคุณภาพดี ประกอบกับชาวนายังไม่สามารถปลูกข้าวสนองความต้องการของตลาดทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ โดยเฉพาะปริมาณในแต่ละปีต้องนำเข้าถึง 2 ล้านตัน


Add this page to your favorite Social Bookmarking websites
 

หน้าแรก

สถานเอกอัครราชทูต

ข่าว

ศูนย์ข้อมูลธุรกิจ

บริการคนไทย

เปิดประตูสู่ไนจีเรีย

เปิดประตูสู่กานา

เชื่อมโยงเว็บไซด์

ติดต่อ

ติดต่อสถานทูต

Royal Thai Embassy
24 Tennesse Crescent,
Off Panama Street,
Maitama,
Abjua, Nigeria

Working hrs:
8.30 AM -16.30 PM.

Visa working hrs:
Submit application

Mon-Fri 9.00-12.00
Collection of Visa
Mon-Fri 14.00-15.00

Email:thaiabj@mfa.go.th
or ditpabuja@gmail.com
Consular Section Tel.
(+234)  706 308 0403
(234) 7067 4558 

Chancery Tel.
(+234)  706 308 0501

สายด่วนสำหรับคนไทย
โทร: 234 81 38980892

 วันหยุดของสถานเอกอัครราชทูต