Homeศูนย์ข้อมูลธุรกิจข้อมูลการค้าการลงทุนรัฐสภาไนจีเรียจัดประชาพิจารณ์แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2542

รัฐสภาไนจีเรียจัดประชาพิจารณ์แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2542

รัฐสภาไนจีเรียได้กำหนดให้จัดประชาพิจารณ์ (public hearing) เพื่อรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2542 (1999) ระหว่างวันที่ 11 – 12 ตุลาคม 2555 ที่หอประชุมรัฐสภา ECOWAS  ของศูนย์ประชุมระหว่างประเทศ กรุงอาบูจา และการจัดประชาพิจารณ์แก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 เขตภูมิภาคของประเทศ (6 geo-political zones) ระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤศจิกายน 2555 มีประเด็นที่สำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน ดังนี้


    1. รัฐธรรมนูญของสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย ปี 2542
(The Constitution of the Federal Republic of Nigeria, 1999 (CFRN) เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐบาลทหารในขณะนั้น และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2542 เมื่อมีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจไปสู่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แต่นักการเมือง ทนายความ นักวิชาการและประชาชน ได้เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวตลอดมา เนื่องจากมีความเห็นว่า เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญปี 2542 ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการรวมศูนย์อำนาจปกครอง(unitary) มากกว่าที่จะเป็นการกระจายอำนาจตามแนวทางของสหพันธรัฐ (federalist) ซึ่งไม่สะท้อนสถานการณ์ความเป็นจริงของไนจีเรียและไม่เป็นไปตามความต้องการของประชาชน


    2. ประธานาธิบดี Goodluck Jonathan และรัฐสภาเห็นชอบให้มีการทบทวนมาตราต่างๆ ของรัฐธรรมนูญ
โดยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2554 รัฐสภาได้แต่งตั้งคณะกรรมการ Committee on Constitutional Review เพื่อทำหน้าที่รวบรวมและประมวลความคิดเห็นของประชาชน มีวัตถุประสงค์มิใช่เพื่อการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทั้งหมด แต่เพื่อเสนอขอแปรญัตติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่เป็นประเด็นขัดแย้ง


    3. ประเด็นและข้อถกเถียงเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญปี 2542  10 ประเด็น ได้แก่
        3.1 การกระจายอำนาจ (Devolution of powers) จากศูนย์กลาง (รัฐบาลกลางและรัฐสภา) สู่รัฐ36 รัฐและสภานิติบัญญัติของรัฐ  เนื่องจากปัจจุบัน กฎหมายทั้งหมดที่ใช้อยู่ให้อำนาจแก่รัฐบาลกลางมากกว่ารัฐทั้ง 36 รัฐ มาก ผลที่ตามมา คือ รัฐต่างๆ ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในภารกิจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในขณะที่รัฐบาลกลางไม่สามารถดำเนินงานด้านนิติบัญญัติและบริหารอำนาจที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นของรัฐได้ เนื่องจากไม่มีศักยภาพความสามารถเพียงพอในการบริหารงานและการตรวจสอบ ดังนั้น รัฐบาลของรัฐ 36 รัฐและประชาชนประสงค์ให้นำหลักการความเหมาะสมของลำดับขั้นการปกครอง (appropriateness of order of government) มาใช้ในการแบ่งปันอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลของรัฐ โดยลดจำนวนกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาและให้อำนาจแก่รัฐบาลกลาง เพื่อส่งเสริมการปกครองตนเองของรัฐต่างๆ (state autonomy) ทั้งนี้ สภานิติบัญญัติของแต่ละรัฐควรจะมีอำนาจหรืออำนาจร่วมในการออกกฎหมายในเรื่องสำคัญ อาทิ ตำรวจ ประวัติอาชญากรรม เรือนจำ หลักฐานทางคดีความ การก่อตั้งสนามบินและท่าเรือทางทะเล การรถไฟ การผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้า การกำหนดและจัดเก็บภาษีรายได้ กำไร และผลประโยชน์จากการลงทุน


       3.2 การก่อตั้งรัฐเพิ่ม (Creation of more states)  จนถึงปัจจุบัน วุฒิสภาได้รับคำร้องขอก่อตั้งรัฐเพิ่ม 67 คำร้อง ในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรได้รับคำร้องในเรื่องนี้ อีก 27 คำร้อง อย่างไรก็ดี นักการเมือง นักวิชาการและผู้ว่าการของรัฐหลายคนมีความเห็นคัดค้านการก่อตั้งรัฐเพิ่ม  โดยให้เหตุผลว่า ยังไม่มีความจำเป็นในขณะนี้    การก่อตั้งรัฐใหม่ต้องใช้ทรัพยากรและเงินมหาศาล ต้องพิจารณาปัจจัยทั้งในด้านบุคลากรและการบริหารงาน ซึ่งเมื่อพิจารณาทั้งสองปัจจัยของรัฐที่มีอยู่ พบว่า หลายรัฐยังไม่สามารถบริหารงานการปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ    และงบประมาณส่วนใหญ่ที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลกลางร้อยละ 80 ใช้เพื่อจ่ายเงินเดือนบุคลากรของรัฐ
ทำให้ไม่มีงบประมาณพอที่จะนำไปลงทุนในโครงการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน หนทางหนึ่งที่จะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในการปกครองและการพัฒนาในท้องถิ่นให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ ใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านการบริหารงานของสภาปกครองท้องถิ่นที่มีอยู่ โดยก่อตั้งรัฐบาลท้องถิ่น (Local Governments) เพิ่มมากขึ้นแทนการก่อตั้งรัฐใหม่  

       3.3 การบัญญัติเขตการปกครอง 6 ภูมิภาคในรัฐธรรมนูญ (Recognition of 6 Geographical-political Zones) ในทางปฏิบัติ ไนจีเรียแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 6 ภูมิภาคของประเทศ ได้แก่
        - เขตภาคเหนือ –ภาคกลาง (North-Central) ประกอบด้วย 6 รัฐ และ 1 เมืองหลวง คือ
รัฐ Benue รัฐ Kogi รัฐ Kwara รัฐ Nasarawa รัฐ Niger รัฐ Plateau และกรุงอาบูจาและปริมณฑล (Federal Capital Territory, Abuja)
        - เขตภาคเหนือ – ภาคตะวันออก (North-Eastern) ประกอบด้วย 6 รัฐ คือ รัฐ Adamawaรัฐ Bauchi รัฐ Borno รัฐ Gombe รัฐ Taraba และ รัฐ Yobe
        - เขตภาคเหนือ – ภาคตะวันตก (North-Western) ประกอบด้วย 7 รัฐ คือ รัฐ Jigawa    รัฐ Kaduna รัฐ Kano รัฐ Katsina รัฐ Kebbi รัฐ Sokoto และรัฐ Zamfara
        - เขตภาคใต้ – ภาคตะวันออก (South-Easter) ประกอบด้วย 5 รัฐ คือ รัฐ Abia รัฐ Anambra รัฐ Ebonyi รัฐ Enugu และรัฐ Imo
        - เขตภาคใต้ – ใต้ (South-South)  ประกอบด้วย 6 รัฐ คือ รัฐ Akwa Ibom รัฐ Bayelsa รัฐ Cross River รัฐ Delta รัฐ Edo และ รัฐ Rivers
        - เขตภาคใต้ – ภาคตะวันตก (South-Western)  ประกอบด้วย 6 รัฐ คือ รัฐ Ekiti  รัฐ Lagos รัฐ Ogun รัฐ Ondo รัฐ Osun และรัฐ Oyo

        การแบ่งเขตปกครองดังกล่าวไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่แสดงถึงขั้วอำนาจทางการเมืองที่เข้าใจกัน และมีการแต่งตั้งตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งข้าราชการ ขอบเขตอำนาจความรับผิดชอบตามเขตปกครองภูมิภาคในทางปฏิบัติ จึงมีผู้สนับสนุนให้บัญญัติเขตปกครองทั้งหกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า การบัญญัติเขตปกครองทั้ง 6 เขต แสดงถึงวัตถุประสงค์ หน้าที่ความรับผิดชอบ องค์ประกอบ โครงสร้างผู้บริหารและการบริหารจัดการอย่างชัดเจน ซึ่งหากไม่ประสงค์ให้ 6 เขตการปกครองทำหน้าที่รัฐบาลส่วนภูมิภาค (Regional Governments) การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานะและความสำคัญของเขตทั้งหก

       3.4 บทบาทของผู้ปกครองดั้งเดิม (Role for Traditional Rulers) ในขณะที่รัฐบาลกลางและรัฐบาลของรัฐสร้างขึ้น/กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลท้องถิ่นเกิดขึ้นจากกฎหมายที่ออกตามรัฐธรรมนูญ  ผู้ปกครองดั้งเดิมได้รับการก่อตั้งขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญของประเทศ การแต่งตั้ง ถอดถอน วาระและเงื่อนไขการดำรงตำแหน่งกระทำตามแบบอย่างและบรรทัดฐานเฉพาะของกลุ่มชนแต่ละกลุ่มชน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่รัฐธรรมนูญจะกำหนดลักษณะเดียว หรือลักษณะเฉพาะของผู้ปกครองดั้งเดิมสำหรับประชากรที่มีแตกต่างด้านวัฒนธรรมของชนเผ่ากว่า 250 ชนเผ่า หรือรวมสถาบันผู้ปกครองดั้งเดิมในไนจีเรียให้เป็นหนึ่งเดียว

       3.5 รัฐบาลท้องถิ่น (Local Government) มีข้อถกเถียงว่า จำนวน อำนาจ บทบาทและหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่นควรจะถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบัน รัฐธรรมนูญระบุให้สภารัฐบาลท้องถิ่น (Local Government Councils หรือ LGCs) เป็นหน่วยงานหนึ่งในการบริหารงานของรัฐ  แต่หน้าที่ออกกฎหมายในการจัดตั้งจำนวนสภารัฐบาลท้องถิ่น โครงสร้าง หน้าที่ และงบประมาณเป็นอำนาจของสภานิติบัญญัติของแต่ละรัฐ รัฐบาลท้องถิ่นจึงเป็นเสมือนโครงสร้างการบริหารงานที่ช่วยให้รัฐต่างๆ ทำงานใกล้ชิดและเข้าถึงประชาชนในระดับรากหญ้า

       3.6 การถอนพระราชบัญญัติ Land Use Act, National Youth Service Corps Decree (NYSC Act), The Public Complaints Commission Act และ Code of Conduct Act ออกจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งข้อเสนอให้ถอนและมอบให้รัฐมีอำนาจ และข้อเสนอให้ยังคงอยู่ในรัฐธรรมนูญต่อไป

       3.7 งบประมาณ (Fiscal Federation) เป็นประเด็นที่ผู้ว่าการรัฐทั้ง 36 รัฐให้ความสำคัญและหยิกยกขึ้นในเวทีการประชุมและการหารือในหลายโอกาส โดยชี้ว่า หลักเกณฑ์แบ่งสรรงบประมาณในสัดส่วน ร้อยละ 52.68 แก่รัฐบาลกลาง ร้อยละ 26.72 แก่รัฐ และร้อยละ 20.6 แก่รัฐบาลท้องถิ่น ไม่เป็นธรรมและจำเป็นต้องมีการปรับใหม่ โดยเสนอหลักเกณฑ์จัดสรรงบประมาณใหม่ ในกรณีที่รัฐต่าง ๆ เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบงบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่นในอนาคต ดังนี้ รัฐบาลกลางร้อยละ 25  รัฐ 36 รัฐ ร้อยละ 45 แหล่งที่มา (derivation) ร้อยละ 25 กองทุนแทรกแซงหรือกองทุนสนับสนุน ร้อยละ 5  นอกจากนี้ รายได้ derivation ไม่จำกัดแต่เฉพาะน้ำมัน แต่ควรจะครอบคลุมรายได้จากแหล่งทรัพยากรทั้งหมดของรัฐบาล  รวมทั้งสิทธิของชุมชนในการบริหารจัดการและขุดเจาะทรัพยากรในพื้นที่ของพวกเขาควรจะได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ และการแต่งตั้ง Accountant General for the Federation บริหารจัดการบัญชี Federation Account ซึ่งชัดเจนและแตกต่างจากตำแหน่ง Accountant General of the Federal Government

       3.8 การจัดตั้งกองกำลังตำรวจของรัฐต่างๆ (State Police)  เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาก ผู้ที่สนับสนุน โดยเฉพาะผู้ว่าการรัฐเขตภาคใต้และภาคตะวันตก เช่น ผู้ว่าการรัฐ Lagos และผู้ว่าการรัฐ Ekiti  ให้ความเห็นว่า การที่รัฐบาลรวบอำนาจด้านความมั่นคง (unification of the main security apparatus) ของกรุงอาบูจา รัฐ 36 รัฐ และสภารัฐบาลท้องถิ่น 768 แห่ง ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวไนจีเรีย 167 ล้านคน ซึ่งมีความแตกต่างในด้านชนเผ่า ภาษา ถิ่นที่อยู่ ศาสนาและวัฒนธรรม จึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญมอบอำนาจให้แก่สภานิติบัญญัติของรัฐจัดตั้งกองกำลังตำรวจของรัฐแทน ในขณะที่ผู้ว่าการรัฐเขตภาคเหนือ – ภาคตะวันตก และเขตภาคเหนือ – ภาคตะวันออก ซึ่งประสบภัยก่อการร้ายจากกลุ่ม Boko Haram ต้องการให้รัฐบาลกลางเพิ่มการทำหน้าที่ด้านการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงมากขึ้นและไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้ง State Police 

       3.9 มาตราคุ้มกันมิให้ถูกฟ้องร้อง (Immunity clause) ชาวไนจีเรียต้องการให้มีการถอน immunity clause ออกจากรัฐธรรมนูญ เพราะผู้กระทำความผิดทางกฎหมายและผู้ฉ้อราษฎร์บังหลวงจำนวนมากซึ่งมีตำแหน่งทางการเมืองได้รับการคุ้มกันมิให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากการใช้ประโยชน์จากมาตราดังกล่าว ในขณะที่ทนายความและนักวิชาการเห็นว่า ไม่ควรจะถอนมาตรานี้ เพราะในหลักการ เป็นการให้ความคุ้มครองตำแหน่งมากกว่าเพื่อให้ผู้ดำรงตำแหน่งสามารถปฏิบัติราชการได้อย่างสมเกียรติและมีประสิทธิภาพเต็มที่ โดยไม่ถูกข่มขู่ฟ้องร้องดำเนินคดี

   3.10 สถานะผู้ว่าราชการกรุงอาบูจา (Mayor Status for Abuja) มีข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผู้ว่า
ราชการของกรุงอาบูจาต้องได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน เพื่อส่งเสริมการปกครองตนเองและรับผิดชอบ (accountable) ต่อประชาชน

        การจัดประชาพิจารณ์เพื่อรวบรวมความเห็นของประชาชนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2542 เป็นพัฒนาการในทางบวกต่อการส่งเสริมประชาธิปไตยในไนจีเรีย ซึ่งได้รับความสนใจเข้าร่วมจากประชาชนหลายสาขาอาชีพ และสร้างความตื่นตัวในเรื่องสิทธิ บทบาท และความคิดเห็นตามแนวทางประชาธิปไตย ต่อจากนี้ รัฐสภาจะเสนอร่างพระราชบัญญัติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งคงต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากต้องคำนึงถึงการรักษาความสมานฉันท์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศที่มีประชากรกว่า 250 ชนเผ่า และมีความแตกต่างในด้านภาษา วัฒนธรรมและศาสนา ในขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่รัฐและรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อให้การดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศเกิดผลต่อประชาชนในระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง
 


 



Add this page to your favorite Social Bookmarking websites
 

  

 

 

 

 

หน้าแรก

สถานเอกอัครราชทูต

ข่าว

ศูนย์ข้อมูลธุรกิจ

บริการคนไทย

เปิดประตูสู่ไนจีเรีย

ไนจีเรียบนเวทีโลก

เชื่อมโยงเว็บไซด์

ติดต่อ

ติดต่อสถานทูต

Royal Thai Embassy
24 Tennesse Crescent,
Off Panama Street,
Maitama,
Abjua, Nigeria

Working hrs:
8.30 AM -16.30 PM.

Visa working hrs:
Submit application

Mon-Fri 9.00-12.00
Collection of Visa
Mon-Fri 14.00-15.00

Email:thaiabj@mfa.go.th
or ditpabuja@gmail.com
Consular Section Tel.
(+234)  706 308 0403
(234) 7067 4558 

Chancery Tel.
(+234)  706 308 0501

สายด่วนสำหรับคนไทย
โทร: 234 81 38980892

 วันหยุดของสถานเอกอัครราชทูต